หนังสือ Rework, คัมภีร์ของบริษัทสมัยใหม่ (1)

บันทึกโดย เม่น? ตำแหน่ง โค้ชและบริหาร บริษัท สามย่าน จำกัด

หากจะกล่าวอย่างโอหัง ผมคิดว่าสาเหตุที่ผมชอบ หนังสือ Rework เล่มนี้มาก เพราะเค้าได้เขียนในสิ่งที่ผมคิดใน วิถีแห่งเจ้าสำนัก แต่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้เป็น?ถ้อยคำที่กระชับและเห็นภาพได้ขนาดนี้

และในความเป็นจริงก็คือ ผมได้แต่คิดและบล็อก ยังไม่สามารถสร้างบริษัทที่กำไรอย่างยั่งยืน สร้างสินค้าที่มีคุณภาพสูงสุดในโลก (ในเฉพาะทางของเขา เช่น Basecamp) ได้แบบบริษัท 37 Singals นี้

เค้าออกตัวว่า ทุกสิ่งในหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงประสบการณ์ตรงของเค้า ไม่ได้มีฐานจากการวิจัย หรือตำราเล่มไหน นั่นยิ่งทำให้ผมชอบเข้าไปใหญ่ เพราะการอ้างตำรานั้นง่าย แต่การอ้างความสำเร็จและล้มเหลวของตนเองนั้นยาก (ผมถึงต้องอ้างตำราเค้า และยังไม่กล้าอ้างความสำเร็จและล้มเหลวของตัวเอง ฮ่าๆ)

หนังสือเล่มนี้ได้เปลี่ยนวิธีทำธุรกิจแบบเดิมๆ โดยสิ้นเชิง เพราะหนังสือส่วนมาก มักจะกล่าวถึง การร่างแผนธุรกิจ, การศึกษาคู่แข่ง, การหาทุน ฯลฯ แต่ Rework กลับกล่าวถึงสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดของธุรกิจ คือการทำกำไรอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างสินค้าที่ดีอย่างถึงที่สุด

ขอกล่าวถึงบางบทที่ประทับใจ

ภาคปรับทัศนคติ

Ignore the real world
อย่ามัวติดกับโลกเดิมๆ

หนังสือเกริ่นนำด้วยการพาเราออกจากกรอบความคิดเดิมๆ ที่คนจำนวนมากชอบให้คำปรึกษาว่า แบบนี้ทำจริงไม่ได้หรอก, ไม่เวิร์คหรอก, ในธุรกิจแบบนี้ ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครเค้าทำกันหรอก ฯลฯ เวลาที่คิดอยากจะปรับเปลี่ยน หรือทำอะไรใหม่ๆ เพราะผู้คนต่างติดอยู่กับความคุ้นชินของตนเอง

แน่นอนว่าผู้เขียนเองก็เจอมาเช่นกัน และบอกว่า งั้นบริษัทเราก็คงไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงของคนเหล่านั้นหรอกกระมัง เพราะพนักงานนับสิบของเค้า กระจายทำงานที่บ้าน ใน 8 เมือง 2 ทวีป ทั่วโลก, มีลูกค้าหลายล้านคน โดยไม่มีพนักงานขายหรือแผนกโฆษณาใดๆ และบอกความลับทางธุรกิจตัวเองให้คนอื่นรู้ความเป็นไปของบริษัท แล้วก็ยังประสบความสำเร็จได้ด้วย

?โลกแห่งความเป็นจริง? นั้นไม่ใช่สถานที่หรอก มันเป็นแค่ข้ออ้างของการไม่ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงเท่านั้นเอง

Planning is guessing
การวางแผนก็แค่การเดา

การวางแผนระยะยาวในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงนั้น มันก็แค่การคาดเดาเท่านั้นแหละ ถ้าเราเรียกแผนธุรกิจ ว่า การเดาธุรกิจ, แผนการเงิน ว่า การเดาเรื่องเงิน ฯลฯ เราก็ไม่ต้องไปเครียดและทำให้มันขาดความยืดหยุ่นไป การตัดสินใจ ?วันนี้? ยังไงก็ฉลาดกว่าการตัดสินเมื่อ ?5 ปีก่อน ตอนที่เราร่างแผน? แต่เรากลับไม่ตัดสินใจกัน แล้วเลือกทำตามแผนเมื่อ 5 ปีก่อน เพราะ ?ก็เราวางแผนว่าจะทำแบบนี้นี่นา?

การทำงานโดยไม่มีแผนระยะยาว อาจจะดูน่ากลัว แต่การมัวทำตามแผนโดยไม่ดูความเปลี่ยนแปลงของปัจจุบันนั้นเลวร้ายกว่ามาก ดังนั้นเรียกมันว่าการเดาก็พอแล้ว

Why Grow?
ทำไมต้องขยาย?

คนเราชอบขยายบริษัทไปเรื่อยๆ จ้างคนมากขึ้นเรื่อยๆ มันดูยิ่งใหญ่ และคิดว่า การมีจำนวนคนที่เหมาะสม และ ปริมาณงานที่เหมาะสม เป็นเรื่องที่ผิด

แต่เราแน่ใจหรือว่า ถ้าสถาบันการศึกษาอย่าง Harvard และ Oxford เลือกที่จะขยายกิจการ จ้างศาตราจารย์เพิ่มอีกหลายพันคน ขยายสาขาไปทั่วโลก แล้วแปลว่า เค้าจะเป็นสถาบันที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม – เราคงไม่คิดเช่นนั้น เพราะเรารู้ว่า สิ่งสำคัญคือคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ

จำนวนพนักงานที่เหมาะสมกับงานที่มีคุณภาพ อาจจะเป็น 5 คน, 40 คน, 200 คน หรืออาจจะแค่คนเดียวกับคอมพิวเตอร์วางตักหนึ่งเครื่อง นั่นเป็นสิ่งท่ี่เราต้องค้นหา ไม่ใช่สักแต่ขยาย ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่จำนวนคน แต่รวมถึงทรัพยากรด้านอื่นๆ เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ, ค่าเฟอร์นิเจอร์, ค่าระบบไอที เพราะยิ่งค่าใช้จ่ายเยอะ ก็ยิ่งต้องบีบธุรกิจให้ซับซ้อนขึ้น เครียดขึ้น และสูญเสียจินตนาการ

อย่าคิดเลยว่า บริษัทเล็กนั้นไม่มั่นคง ไม่ยิ่งใหญ่, ใครก็ตามที่ทำธุรกิจที่ทำกำไรได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สมควรภูมิใจทั้งสิ้น

Workaholism
เสพติดการทำงานหนัก

เรามีค่านิยมว่า การทำงานข้ามคืน หรือตายคาโต๊ะทำงาน มันเท่ คนยิ่งเก่งก็ยิ่งทำงานได้ไม่จำกัด แล้วก็เสพติดการทำงานหนัก

การเสพติดการทำงานหนักไม่ใช่แค่เรื่องไร้สาระ, มันโง่ด้วย เพราะการทำงานหนักมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าเราเอาใจใส่มันมากขึ้น หรือทำให้มันสำเร็จได้ดีขึ้น นอกจากนั้นมันยังไม่ยั่งยืน เพราะพอหมดแรงหมดไฟ (ซึ่งต้องเกิดแน่ซักวัน) มันจะยิ่งสร้างปัญหามากกว่าปัญหาที่แก้ได้ตอนแรกเสียอีก

ยิ่งเราทำงานหนัก เรายิ่งไม่พยายามหาวิธีที่จะแก้ปัญหาให้ฉลาดขึ้น ไม่ถอยมาหนึ่งเก้าแล้ววางแผนว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ไม่มีความเฉียบคมที่จะตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นทิ้งออกไป หรือเลื่อนสิ่งที่ยังไม่คุ้มที่จะทำขณะนี้ออกไปก่อน ยิ่งเหนื่อย ก็ยิ่งตัดสินใจไม่ฉลาด แล้วก็ทำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ มีแต่รู้สึกว่า เราได้ทำงานมากอยู่แล้ว เราเป็นฮีโร่

พอทำจนชิน คนอื่นๆ ในทีมก็ยิ่งรู้สึกผิด ก็เลยต้องทำงานลากยาวกันหมด ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้ทำงานอะไรที่มีประโยชน์จริงๆ เลย

การเสพติดการทำงานหนักไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ได้ช่วยชีวิตเราหรอก มันแค่ใช้เวลาในชีวิตเราให้หมดไป ฮีโร่ตัวจริงกลับบ้านไปแล้ว เพราะหาทางทำงานให้เสร็จได้เร็วกว่าเรา


อ่านตอนต่อไปที่ หนังสือ Rework, คัมภีร์ของบริษัทสมัยใหม่ (2)