หนังสือ Rework, คัมภีร์ของบริษัทสมัยใหม่ (2)

บันทึกโดย?เม่น? ตำแหน่ง โค้ชและบริหาร บริษัท?สามย่าน?จำกัด

จากสัปดาห์ที่แล้ว ที่บันทึกเรื่อง หนังสือ Rework, คัมภีร์ของบริษัทสมัยใหม่ (1)?
สัปดาห์นี้ขอเพิ่มเติม 2 ภาคนะครับ หลายเรื่องผมว่า ถ้าไม่เคยเจอกับตัว อาจจะเป็นแค่คำพูดลอยๆ ผ่านไป แต่ถ้าเคยเจอประสบการณ์คล้ายคนเขียน จะรู้สึกว่ามันจี๊ดมาก 🙂


เริ่มต้น

Make a dent in the universe
จารึกไว้ในจักรวาล

หากอยากจะสร้างงานให้ดี เราต้องรู้สึกถึงคุณค่าของงานนั้น เราต้องรู้สึกว่าได้สร้างบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ หรือแตกต่าง หรือแก้ปัญหาและทำให้ชีวิตดีขึ้นได้

Craigslist ได้เปลี่ยนแนวทางการลงประกาศในยุคสิ่งพิมพ์ไปโดยสิ้นเชิง ด้วยพนักงานไม่กี่สิบคน แต่สร้างรายได้หลายสิบล้านเหรียญ

Drudge Report เว็บง่ายๆ หน้าเดียว แต่มีอิทธิพลมหาศาลต่อคนทำข่าว ทั้งวิทยุ โทรทัศน์

เมื่อต้องทำงาน จงเลือกงานที่มีความหมาย และพลิกโฉมบางสิ่งไปตลอดกาล

Scratch your own itch
เกาที่ตัวเองคัน

วิธีที่ง่ายและตรงประเด็นที่สุดที่จะสร้างงานที่ดี ก็คือการสร้างสิ่งที่ ?คุณ? อยากได้ไว้ใช้เอง เพราะคุณจะรู้ทันทันว่าต้องออกแบบอย่างไร และประเมินได้ทันทีว่าดีพอหรือยัง

ที่ 37Signals เราสร้างระบบที่ต้องการใช้สำหรับธุรกิจของเราเอง เช่น เราอยากได้ระบบที่คอยจำว่า เราติดต่อกับใครไปบ้าง, เราพูดเรื่องอะไรไป, เราต้องทำอะไรต่อ เราก็เลยสร้าง Highrise ขึ้นมา วิธีนี้เราไม่ต้องมาทำ Focus Group หรือ ศึกษาตลาด หรือต้องถามคนอื่น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเราอยากได้อะไร ก็ทำมันขึ้นมา

อยากได้ก็ทำเอง สร้างสิ่งที่แก้ปัญหาให้ชีวิตของเราเอง แล้วเราจะตกหลุมรักในสิ่งที่เราสร้างขึ้น และรู้คุณค่าของสิ่งนี้อย่างแท้จริง และถ้ามันมีมูลค่าจริง เราอาจจะทำมันเป็นปีๆ หรือทำไปตลอดชีวิตก็ยังได้

Start making something
เริ่มทำได้แล้ว อย่ามัวแต่พูด

เราคงเคยเจอคนที่บอกว่า ไอเดียแบบอีเบย์, เฟสบุ๊ค ฯลฯ เค้าก็เคยคิด นี่ถ้าเค้าได้ทำตั้งแต่ตอนนั้น ป่านนี้คงเป็นเศรษฐีพันล้านไปแล้ว

ตรรกะแบบนี้น่าสมเพชและบิดเบี้ยว แค่มีไอเดีย มันคนละเรื่องกับการทำสำเร็จ

ไอเดียดีๆ มีเกลื่อนกลาด สิ่งสำคัญคือ เราทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้หรือเปล่าต่างหาก

No time is no excuse
?ไม่มีเวลา? ไม่ใช่ข้ออ้าง

เรามีเวลาสำหรับสิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญเสมอแหละ

นอกจากนั้น เวลาที่เหมาะสมจริงๆ มันไม่เคยมี เราจะเด็กไป หรือแก่ไป หรือยุ่งอยู่ จน เจ็บ อกหัก หรือไม่พร้อมต่างๆ นานา ถ้ารอให้ทุกอย่างพร้อมก่อน ก็ไม่ได้ทำอะไรซักทีหรอก

Outside money is Plan Z
เงินคนอื่นเป็นทางเลือกสุดท้าย

เรามักจะโดนถามว่า แล้วจะเอาทุนจากไหนมาทำ? แน่นอนว่า ถ้าเป็นโรงงาน หรือร้านอาหาร เราอาจจะต้องไปหาเงินจากหุ้นส่วนมาลงทุน แต่สำหรับธุรกิจหลายอย่างในปัจจุบันนี้ ไม่ได้จำเป็นต้องใช้เงินมากอย่างที่คิดหรอก

ถึงแม้จะมีคนให้ทุน เราได้ใช้เงินของคนอื่นดูเหมือนจะไม่เสี่ยง แต่ก็มีข้อเสียหลายอย่าง

  • สูญเสียอำนาจตัดสินใจ – คนลงทุนก็อยากร่วมตัดสินใจ คุณขอเงินเค้ามา คุณก็ต้องฟังเค้าอยู่ดี
  • ต้องรีบทำเงิน – คนลงทุนก็อยากได้ทุนคืนโดยเร็ว และอาจไม่สนใจว่าธุรกิจคุณจะมีคุณภาพแค่ไหน
  • ใช้เงินคนอื่นมากๆ แล้วจะติด – เพราะมันใช้ง่าย หมดเร็ว สุดท้ายก็ต้องกลับไปขายหุ้น หรือขอเพิ่มทุน ซึ่งทำให้เรามีสัดส่วนในบริษัทน้อยลงอีก
  • ส่วนใหญ่จะเป็นดีลที่ไม่ยุติธรรมนัก – เพราะตอนเริ่มต้น คุณย่อมไม่มีอำนาจต่อรอง หุ้นลมก็ได้ลม (ประโยคหลังผมเติมเอง จากประสบการณ์ชีวิต คริๆ – @iMenn)
  • ลูกค้ากลายเป็นแค่หุ่นเชิด – เพราะเรามัวแต่ทำสิ่งที่ ?ผู้ลงทุน? อยากได้ ไม่ใช่สิ่งที่ ?ลูกค้า? อยากได้
  • การหาแหล่งทุนนั้นเสียโฟกัส – เพราะมัวแต่ไปประชุม พรีเซนต์ ดูเงื่อนไขกฏหมาย ฯลฯ แทนที่จะเอาไปพัฒนางานของตนเอง

(เพิ่มเติมจาก @iMenn – ผู้เขียนได้บอกก่อนหน้านี้แล้วว่า โลกของบริษัท Startup / Entrepreneurs นั้นเป็นโลกของพวกเพ้อฝัน เวิ่นเว้อ โชว์เพาว์ ใช้เงินคนอื่น ไม่สนใจกำไร เลยไม่อยู่บนความเป็นจริง บริษัทที่ไม่มีโมเดลธุรกิจแต่ยังมีคนเอาเงินมาให้นั้น มีเพียงแค่เสี้ยวกระผีกริ้น และในที่สุดถ้าหาทางทำกำไรไม่ได้ มันก็ต้องตายซักวัน ดังนั้นเราจึงไม่ควรใช้เงินคนอื่น และควรทำธุรกิจที่ “ทำกำไร” เฟร้ย ไม่ใช่ทำเอามัน ทำเอามันนั่นมันงานอดิเรก ไม่ใช่ธุรกิจ)

Building to flip is building to flop
สร้างเพื่อจะเลิก ก็คือการสร้างเพื่อจะล้ม

เวลาเริ่มต้น อย่าเพิ่งคิดถึงการขายธุรกิจ อย่าเพิ่งคิดถึงทางออกในกรณีล้มเหลว?เหมือนคนจะแต่งงานแต่คิดเรื่องหย่าไว้ตั้งแต่ต้น มันก็ไปได้ไม่ไกลหรอก

สิ่งที่ควรทำคือการรับผิดชอบ ผลักดัน และทำให้ถึงที่สุด

คุณอาจจะเคยได้ยินว่า มีคนขายบริษัทได้เงินมหาศาล กลายเป็นเศรษฐี แต่แล้วชีวิตหลังจากนั้นเค้ากลับไม่รู้จะทำอะไรต่อ? หลังจากท่องเที่ยวพักร้อนยาวนาน หลายคนกลับมาใหม่ พร้อมกับไอเดียธุรกิจที่แย่กว่าเดิม และไม่เคยประสบความสำเร็จอีกเลย

คุณอยากจะเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า? ในชีวิตนึง โอกาสจะได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่นั้นมีไม่มาก ถ้าได้ทำ ก็ทำให้ถึงที่สุดดีกว่า


ก้าวไปข้างหน้า

Build half a product, not a half-assed product
สร้างงานดีๆ ซักครึ่งนึงก่อน ดีกว่าสร้างเสร็จแต่ได้งานครึ่งๆ กลางๆ

ถ้าเราพยายามจะทำทุกไอเดียให้เป็นจริงพร้อมๆ กัน สุดท้ายเราจะงานห่วยๆ แทน
เรามีเวลา, ทรัพยากร, ความสามารถ และ โฟกัสที่จำกัด ลองตัดสิ่งที่อยากได้ออกครึ่งนึงก่อน แล้วรีบทำให้เห็นผล เพราะถ้าเห็นผลเร็ว เราอาจจะพบว่ามันไม่ได้เจ๋งอย่างที่คิดก็ได้ แล้วเราก็จะปรับตัวได้เร็ว

(เพิ่มเติมจาก @iMenn – เรื่องนี้นับว่าเป็นแนวคิดที่ต่างจากโลกธุรกิจทั่วไปพอควร เพราะเค้าเสนอว่า ทำไม่เสร็จ ก็ออกเวอร์ชัน Beta มา ยังดีกว่าทำเสร็จแล้วห่วย, มีฟีเจอร์น้อยแต่ดี ดีกว่ามีฟีเจอร์มากแต่ไม่สมบูรณ์)

Ignore the details early on
อย่าเพิ่งลงรายละเอียดตั้งแต่เริ่ม

การเอาเรื่องเล็กๆ มาตัดสินใจก่อน ก็เถียงกันไม่จบ เราควรจะดูว่าอะไรเป็นแกนหลักของงานแต่ละชิ้น แล้วก็โฟกัสที่นั่น สถาปนิกที่เชี่ยวชาญ ย่อมไม่กังวลว่าเราจะใช้เครื่องล้างจานยี่ห้ออะไร จนกว่าจะวางผังบ้านเสร็จก่อน

ผู้เขียนเองก็ใช้ปากกาขนาดใหญ่ในการร่างดีไซน์ เพราะปากกาขนาดเล็กทำให้เรามัวสนใจรายละเอียด แทนที่จะโฟกัสที่โครงของงาน

Throw less at the problem
แก้ปัญหาด้วยการตัดออก

เจ้าของร้านอาหารมักคิดว่า ยิ่งเพิ่มเมนูมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ร้านน่าสนใจ โดยลืมไปว่า อาหารที่รสชาติไม่ได้เรื่อง มันก็ยังไม่ได้เรื่องอยู่ดี (แถมถ้าเมนูเยอะ ก็ต้องปวดหัวกับของสดที่ซื้อตุนอีก)

ร้านที่ทำอาหารอร่อยจริง จึงมักมีเมนูอยู่ไม่กี่อย่าง ซึ่งจะเกิดได้ ต้องผ่านการตัดออกให้เหลือแต่สิ่งที่ดีที่สุดจริงๆ
(@iMenn ขอเพิ่มเติม สังเกตว่าร้านที่ขายทั้งข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยว และข้าวมันไก่ รสชาติมักจะห่วยกว่าร้านที่ขายอาหารเพียงอย่างเดียวนะ)

การแก้ปัญหางานก็เช่นกัน ก่อนที่จะเพิ่มคน, เวลา, งบประมาณ ลองหาทางตัดมันออกก่อน แล้วเราจะเห็นว่าสิ่งใดคือต้นตอของเรื่อง และหาทางแก้ได้ตรงประเด็น

Focus on what won?t change
มุ่งความสนใจในสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลง

บริษัทจำนวนมากพยายามจับกระแส และตามเทรนด์ แต่ลืมไปว่า สิ่งที่เราต้องโฟกัสคือ สิ่งที่เป็นแก่นของธุรกิจต่างหาก แก่นคือสิ่งที่คนยังคงต้องการนับจากวันนี้ ไปจนสิบปีข้างหน้า เมื่อหาเจอก็จงลงทุนในสิ่งนั้น

Amazon.com โฟกัสไปที่การส่งที่รวดเร็ว (หรือฟรี), การเลือกของมานำเสนอ, คืนของได้ง่าย และราคาประหยัด ซึ่งแน่นอนว่าเป็นความต้องการของลูกค้าเสมอ

สำหรับบริษัทของผู้เขียน (37signals) สิ่งที่เราโฟกัสตลอดคือ ความเร็ว, ความเรียบง่าย,? ใช้ง่าย, ความชัดเจน เพราะเราเชื่อว่า ไม่มีหรอก ที่คนอีก 10 ปีข้างหน้าจะตื่นมาแล้วบอกว่า ?เฮ้ย ขอซอฟต์แวร์ที่ใช้ยากกว่านี้อีกซิ? หรือ ?ขอซอฟต์แวร์ที่ทำงานช้าๆ กว่านี้หน่อยซิ?

สิ่งที่เป็นแฟชั่นนั้นมาแล้วก็ไป เราจึงควรโฟกัสไปที่สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลงต่างหาก


อ่านตอนต่อไปที่ หนังสือ Rework, คัมภีร์ของบริษัทสมัยใหม่ (3)